เชียงราย ภูชี้ฟ้า ดอยผาตั้ง เชียงของ

Posted by & filed under Diary, Trips.

เชียงราย ภูชี้ฟ้า ดอยผาตั้ง เชียงของ

 

ปิดเทอมนี้ชีวิตเราช่างยุ่งเสียจริงๆ ครับ.. แต่ยุ่งๆ อย่างนี้ก็ดีแล้วครับ ดีกว่าอยู่เฉยๆ ถ้าอยู่ว่างๆ คงน่าเบื่อแย่เลย เรื่องยุ่งๆ ของเราทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะเหมือนกัน

ก่อนช่วงสงกรานต์ เราพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง เลยเกิดความคิด… ที่จะ ออกไปเปิดหูเปิดตาไกลๆ บ้าง เพราะถ้าเปิดเทอมแล้วคงไม่มีโอกาสได้ไป

 

“เชียงราย”

 

“เหนือสุดในสยาม อร่ามดอยตุง ผดุงวัฒนธรรม
รสล้ำข้าวสาร หอมหวานลิ้นจี่ สตรีโสภา ชาเลิศรส สัปปะรดนางแล”
……
“เหนือสุดแห่งสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา”

 

เชียงราย เมืองเหนือสุดของไทยมีสถานที่น่าชมมากมาย ทั้งเมืองโบราณเก่าแก่ที่เชียงแสน และสบรวก ดินแดนแห่งามเหลี่ยมทองคำ อันลือชื่อ

 

เชียงราย มีเนื้อที่ 11,678.369 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 785 กิโลเมตร แบ่งการปกครอง ออกเป็น 16 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอเชียงของ อำเภอเทิง อำเภอพาน อำเภอแม่จัน อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่สาย อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอป่าแดด อำเภอเวียงชัย อำเภอพญาเม็งราย อำเภอเวียงแก่น อำเภอแม่ฟ้าหลวง กิ่งอำเภอขุนตาล และกิ่งอำเภอแม่ลาว

 

อากาศร้อนๆ แบบนี้หลายคนคงเลือกไปทะเลทางใต้ …แต่.. เรา.. ไปแอ่วเหนือดีกว่าครับ
วางทริปในใจไว้ว่า จะเที่ยวเชียงรายฝั่งตะวันออกครับ ออกจากเมืองเชียงราย ไป ภูซาง(พะเยา) ภูชี้ฟ้า ดอยผาตั้ง เชียงของ เชียงแสน แม่สาย แล้ววนกลับมาจบที่เชียงรายครับ มีเวลา 3 คืน 4 วัน ( กับอีก 2 คืนเดินทางไปกลับ )

 

วางแผนเสร็จแล้วก็ชวนเพื่อนครับ แต่ไม่มีใครบ้าไปกับเราเลย โชคดีที่ มาร์ค กับ อาร์ม ยังมีความบ้าอยู่บ้าง ก็เลยได้เพื่อนไปด้วยกัน

 

ซื้อตั๋วรถสมบัติทัวร์ วิ่งเส้น นครปฐม – ลำปาง – เชียงใหม่ – เชียงราย ที่นั่งละ 552 บาท แล้วลุยกันแบบ Backpacker เลยครับ

 


หลังจากที่นั่งรถมานานถึง 15 ชั่วโมง ก็มาถึงเชียงราย 8 โมงเช้า แล้วเราก็ยึด office ของสมบัติทัวร์เป็นบ้านของเราไปเลยครับ ล้างหน้า แปรงฟัน แล้วอาร์ม กับมาร์ค ก็เอาสายชาร์จมือถือไปเสียบชาร์จเฉยเลยครับ เนื่องจากเมื่อคืนนอนฟังเพลงมาในรถทั้งคืนเลย

 


งงๆ กันนิดหน่อยครับว่าตัวเองมาไกลจากบ้านขนาดนี้ได้ยังไง ก่อนที่จะไปหาข้อมูลที่สำนักงาน ททท. เชียงรายครับ ปรึกษาเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว และการเดินทาง จนเราสรุปทริปกันได้

 


เราจะขึ้นภูชี้ฟ้าครับ แต่ช่วงนี้ไม่ใช่เทศกาล ไม่ค่อยมีรถประจำทางครับ พวกเราเลยตัดสินใจเช่ารถ 700 บาท/วัน ไม่รวมค่าน้ำมัน .. มากันแค่ 3 คน แชร์กันไม่คุ้มเลยครับ ถ้าสัก 5 คนคงดี

 


ช่วงหนึ่งของเส้นทาง ลุยๆ ดีครับ ทดสอบความสามารถในการขับรถของอาร์มได้เป็นอย่างดี

 


ถึงอุทยานแห่งชาติภูซางครับ อยู่ในเขตจังหวัดพะเยา

 


จอดรถ…

 


แล้วเดินไปดูน้ำตกภูซาง

 


คนมาเล่นน้ำกันเยอะมากเลยครับ ไม่รู้มาจากไหนกัน พวกเราตั้งคำถาม คิดกับตัวเองว่า.. คนเหนือเนี่ย ถ้าจะไปเที่ยวทะเลครั้งนึง คงลำบากน่าดู เขาเลยมาเล่นน้ำตกกันแทน

 


มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้ได้เดินชมป่า

 


มาร์คคงมองหาอะไรสักอย่างในโพรงต้นไม้ ต้นใหญ่มากเลย

 


จะหลงป่าแล้วครับ

 


อาร์มเข้าโพรงต้นไม้ไปแล้ว !!

 


ต้นไม้ใหญ่มั้ย

 


เดินต่อไปๆ

 


เด็กๆ มานั่งเอาเท้าแช่น้ำกัน

 


เส้นทางเดินนี้จะมีไม้ไผ่ยกระดับจากพื้นดินตลอดครับ ช่วงหน้าฝนในป่านี้จะมีน้ำขังตามพื้นทั้งหมดเลย

 


ออกจากน้ำตกภูซาง ใช้ทางหลวงเส้น 1093 เลาะตะเข็บชายแดนไทย-ลาว บนเทือกเขาผีปันน้ำ ระหว่างทางมีเด็กๆ ออกมาสาดน้ำรถเราด้วยครับ

 


ระหว่างทางจะผ่านศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงผาหม่น ซึ่งช่วงนี้ไม่มีใครมาเที่ยวแล้ว ดอกไม้ก็ไม่มีให้ดู พวกเราคิดถูกหรือคิดผิดครับเนี่ยที่มาเชียงรายกันตอนนี้

 


ไม่มีคำอธิบาย !!!

 


พวกเราไปถึงทางขึ้นภูชี้ฟ้าตอนบ่าย 3 โมงครึ่ง และแล้วก็เจอ… จุดกางเต้นท์ ที่หวังไว้ แต่ แย่แล้ว… ช่วงนี้ไม่มีใครมาเที่ยวกันหรอก ไม่มีเลยครับ ไม่มีอะไรเลย ถ้าให้เรากางเต้นท์เดียว คงโดนปล้นแน่ๆ … หลังจากได้คุยกับคุณป้าแถวนั้น ก็ได้ทราบว่า คุณป้ามีห้องให้พักถูกๆ ให้พักกัน 200 บาท/คืน …. พวกเราจึงตัดสินใจจะไปดอยผาตั้งเพื่อดูพระอาทิตย์ตกก่อนแล้วค่อยกลับมาพักที่นี่

 


ขับรถจากภูชี้ฟ้า ไปยังดอยผาตั้ง เป็นเส้นทางที่ทำให้พวกเราตื่นเต้นกันไม่น้อย เพราะปกติขับรถกันแต่ในเมือง แต่นี่มันขึ้นเขา ด้านนึงเป็นเหว อีกด้านนึงเป็นผา ทางก็ชัน เทียบกับสะพานพระปิ่นเกล้าไม่ได้เลย … วิวสวยมากครับ … จนขับมาถึง แวะหาร้านอาหารที่หมู่บ้านผาตั้ง

 


จากหมู่บ้านผาตั้ง มองลงไปเป็นภูเขาที่ใหญ่โต

 


ร้านข้าวจารุณี (ซึ่งมารู้ภายหลังว่าเป็นร้านดัง)

 


เราสั่งข้าวผัดหมู .. อาร์ม กับ มาร์ค สั่ง ข้าวซอย … คุยไปคุยมากับลูกสาวเจ้าของร้าน ปรากฏว่าเป็นเพื่อนกับ เพื่อนสนิทของอาร์มที่คณะฯ … เฮ้อๆ มาตั้งไกล ยังมาเจอเพื่อนของเพื่อนได้อีก

 


เราไม่ได้กินที่ร้านหรอกครับ เราสั่งใส่กล่อง ก่ะว่าจะไปนั่งกินกันบนยอดดอย

 


พรมแดนตรงนี้เป็นพรมแดนแบ่งไทย – ลาว ในลักษณะสันปันน้ำ มีพระพุทธรูปอยู่บนยอดด้วย

 


ยอดดอยข้างหน้า คือจุดหมายของเรา

 


ข้างหน้าอาร์มคือ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” เป็นพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงที่ไทยเสียดินแดนให้ต่างชาติไป (เสียดายจัง) มองออกไปเห็นแม่น้ำโขงเลยล่ะครับ เป็นแม่น้ำโขงที่อยู่ในเขตลาวนะครับ ไม่ใช่พรมแดน

 


ช่องเขานี้ มองออกไปเป็นวิวที่สวยมาก ต้องไปดูเองครับถึงจะสวย

 


บนนี้ไม่มีใครมาเที่ยวเลยอ่ะ มีแต่พวกเรา สงบมากๆ

 


เดินต่อๆ … อีก 20 ก้าว จะถึงยอดแล้วคร้าบ

 


บนยอดดอยผาตั้ง มองลงไปเห็นถนนและลานจอดรถ

 


แสงแดดสะท้อนดอกหญ้า พระอาทิตย์จะอัสดงแล้ว

 


ข้างล่างเป็นประเทศลาวครับ ยอดสูงๆ นู้นของไทย

 


รู้สึกว่าอาร์มจะหิวแล้ว

 


เราก็หิว

 


งั้นก็กินสิ… ได้กินของอร่อยๆ บนยอดดอยสวยๆ อากาศเย็นสบาย สงบมากๆ ครับ… ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีคนให้เราเห็นเลยสักคน เงียบมากๆ มีแต่เสียงลมพัด กับเสียง mp3 จากโทรศัพท์ บรรยากาศสุดจะบรรยาย คุ้มค่ามากๆ ที่ได้มาที่นี่ … แต่เรายังไม่ได้กินเลยอ่ะ ปล่อยให้ 2 คนนี้กินกันไปก่อนล่ะกัน เราขอเก็บภาพสวยๆ ก่อน

 


 


 


พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว !! มีเมฆบัง

 


ต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีนะครับ กินเสร็จแล้วต้องเก็บขยะไปทิ้งด้วย

 


สวนหินบนยอดเขา

 


หลังจากพระอาทิตย์ตกแล้วเราก็ต้องรีบวิ่งลงดอยก่อนที่จะมืด แล้วขับรถกลับเส้นทางเดิมเพื่อไปพักที่ทางขึ้นภูชี้ฟ้า ขับรถตอนกลางคืนกับทางโหดๆ ที่มืดๆ ไม่มีรถใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าตกเหวไปคงไม่มีใครรู้แน่ๆ … พอไปถึงก็เจอกับคุณป้าเลยครับ คุณป้ามารอเราข้างถนนเลย ท่านคงกลัวเราหนีไปแล้วท่านจะขาดรายได้ไป 200 บาท … ห้องพักของคุณป้ามีน้ำอุ่นด้วยนะครับ ไม่ธรรมดาซะด้วย เพราะไม่ได้ใช้ไฟฟ้าครับ แต่ที่นี่เป็นเครื่องทำน้ำอุ่นที่ใช้แก๊สต้ม … และที่ประทับใจสุดๆ ก็คือ พวกเราต้องต่อสู้กับกองทับแมลงทั้งคืนเลย … บ้านพักนี้ไม่มีมุ้งลวดอ่ะครับ แย่เลย…

 


เอาล่ะครับ ตอนเช้านี้ตื่นขึ้นมา ตี 5 … ตื่นขึ้นมาก็งงๆ ครับว่าผ้าห่มมันหายไปไหน เพราะอากาศเย็นมากๆ มองไปข้างๆ … เราถูกแย่งผ้าห่มไปจากคนที่บอกว่าจะไม่ห่มผ้า ( arm ) … รีบล้างหน้า แปรงฟัน โดยเร็ว เพราะเดี๋ยวจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่ทัน

 


ขับรถไปจอดที่ทางขึ้นภูชี้ฟ้า แล้วต้องวิ่งขึ้นเขาไปอีก 800 เมตร เหนื่อยมากครับ วิ่งไม่หยุดเลยเพราะกลัวขึ้นไปไม่ทันดูพระอาทิตย์ขึ้น ขึ้นไปถึงยอดก็ 6 โมงเช้าพอดี เราให้มาร์คกับอาร์ม ขึ้นไปบนยอดก่อน ส่วนเรายืนถ่ายรูปอยู่ตรงนี้ มองดีๆ จะเห็น 2 คนนั้นในรูปนี้ด้วยครับ พอเราถ่ายรูปตรงนี้เสร็จแล้ว ก็วิ่งตามขึ้นไปเจอกันข้างบน

 


ข้างบนลมแรงมากเลยครับ หนาวด้วย ขนาดเดือนเมษายังหนาวเลย ถ้ามาหน้าหนาวไม่รู้จะเป็นยังไง

 


เดือนเมษาไม่มีทะเลหมองให้เห็นแล้วครับ แต่ก็สวยไปอีกแบบ เพราะได้มองไปเห็นฝั่งลาว มีเพียงหมอกบางๆ เท่านั้น ไม่ได้เป็นทะเลหมอกอ่ะครับ

 


… ใครอกหักไม่ขอแนะนำให้นั่งตรงนี้ (แต่คนนี้คงไม่มีโอกาสได้อกหักแน่ เลยไปนั่งได้)

 


เราได้ตากล้องฝีมือดีมาบันทึกภาพนี้ให้เรา… คุยกับพี่เขา.. พี่เขามาจากยะลาเลยอ่ะครับ พาญาติมาทัวร์ทางเหนือ หนีระเบิดโจรใต้ พี่เขาบอกว่ามันน่ากลัวและอันตรายมาก ระเบิดและลอบฆ่ากันทุกวัน !! แย่จังเลยครับ

 


กลัวลมพัดตกลงไปจริงๆ

 


ภูชี้ฟ้ามีลักษณะเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า บนยอดภูชี้ฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้างถึง 1 ตารางกิโลเมตร โดยมีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่น ไปทางฝั่งประเทศลาว มองเห็นหมู่บ้านลาวที่เรียกว่า เชียงตอง ยามเช้าในฤดูหนาวจะมีทะเลหมอกและอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงที่ดอกเสี้ยว หรือดอกชงโคป่าบานสะพรั่งอยู่ทั่วไปบริเวณภูชี้ฟ้า

 


 


 


ลงมาจากภูชี้ฟ้า 7 โมงกว่าๆ เราต้องรีบขับรถเข้าตัวเมืองเชียงรายเพื่อเอารถไปคืนก่อนเที่ยงครับ … ก่อนเข้าเมือง เรามาชม วัดร่องขุ่น ที่สร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

 


วัดร่องขุ่น เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2541 มีลวดลายปูนปั้น ประดับกระจกวิจิตรงดงามแปลกตา ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยเฉพาะภาพพระพุทธองค์หลังพระประธานซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่งดงามมาก

 


“ผมสร้างวัดไม่เคยเรี่ยไรเงินด้วยกฐินผ้าป่า ผมต้องการปัจจัยที่มาจากความบริสุทธิ์ใจของชาวพุทธ ที่ทำบุญเพื่อถวายพระพุทธเจ้า เพื่อพระศาสนาและพุทธศิลป์ของชาติ จริง ๆไม่ใช่ทำบุญเพื่อคิดช่วยผม” … เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

 


จากนั้นเราก็นำรถไปคืนครับ เพราะไม่มีเงินเช่าต่อแล้ว …
… แต่ไม่เป็นไรครับ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาเช่ารถอยู่แล้วล่ะ … ร้านเช่ารถร้านนี้ดีมากเลย ให้เรายืมใช้คอมพิวเตอร์เพื่อ write CD ด้วย เพราะเราถ่ายรูปมาจน Memory เต็มแล้ว เลยต้องโอนไฟล์ลง CD … … … พอคืนรถแล้ว ก็เดินไปสถานีขนส่ง เพื่อนั่งรถประจำทางไป อ.เชียงของ เป็นรถพัดลมคันไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่อึดอัดพอสมควร … ใช้เวลาบนรถ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึง อ.เชียงของ ระหว่างทางก็โดนสาดน้ำขึ้นมาบนรถ เปียกกันนิดหน่อยครับ

 


นี่คือที่พักริมแม่น้ำโขงของพวกเราครับ คืนละ 200 บาท มองข้ามไปเห็นเมืองห้วยทรายฝั่งลาวด้วย ที่พักของเรามีระเบียงสามารถมานั่งรับลมแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี นั่งชิวชิวกันได้ทั้งคืนเลยครับ

 


อ.เชียงของ เป็นอำเภอเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง มีแนวขนานไปกับลำน้ำโขง นักท่องเที่ยวสามารถชมทิวทัศน์อันสวยงามสองฝั่งแม่น้ำโขง นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องประเพณีการจับปลาบึกอีกด้วย

 


ตอนกลางคืนแถวนั้นมีงานวัดด้วยครับ จริงๆ แล้วเรามาเร็วไปหน่อย เพราะงานยังไม่เริ่ม แต่ก็เริ่มมีร้านค้ามาตั้งของขายแล้ว พวกเราก็เลยไปเดินเล่นกัน ปาลูกดอกกันด้วยครับ

 


แล้วก็ไปแย่งเด็กๆ ระบายสีหุ่นปูน แบบว่าเกิดมีอารมณ์ศิลปินขึ้นมา ไม่ได้ไปจีบคนขาย (เสื้อเขียว) นะครับ

 


เซลล์ เน่าไปแล้วครับ

 


น้องๆ มีสมาธิกับงานดีมากเลยครับ … น้องๆ คง งง กันว่าไอพวกพี่ 3 ตัวนี้มันมาทำอะไรกัน นี่มันเรื่องของพวกหนูนะ

 


เช้าวันใหม่ เราออกเดินทางจาก อ.เชียงของ มุ่งสู่ อ.เชียงแสน ด้วยรถสองแถวแดงคันเล็กๆ และนี่เป็นถนนเรียบแม่น้ำโขงครับ

 


ระหว่างนั่งรถต้องคอยหลบพวกที่สาดน้ำดีๆ กว่าจะถึง พวกเราก็มีเปียกกันไปบ้าง

 


คุณป้าสองคนนี้โบกให้รถจอด จะขนผักไปขายครับ

 


เราไปแวะกินข้าวกลางวันที่ อ.เชียงแสน แล้วก็นั่งรถต่อไป สามเหลี่ยมทองคำ

 


สบรวก (ดินแดนแห่งสามเหลี่ยมทองคำ)
ตั้งอยู่ห่างจากเชียงแสนไปทางทิศเหนือ 9 กิโลเมตร ตามถนนเลียบริมแม่น้ำโขง สบรวกเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว มาพบกับแม่น้ำรวก ซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า จากจุดนี้นักท่องเที่ยวจะมองเห็นฝั่งพม่าและลาวได้ถนัดชัดเจน สามเหลี่ยมทองคำ เป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นไร่ฝิ่นที่ใหญ่โตมาก เรียกว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันไม่มีไร่ฝิ่นที่ว่านี้อีกแล้ว คงเหลือแต่ทิวทัศน์ที่เงียบสงบของลำน้ำและเขตแดนของ 3 ประเทศเท่านั้น

 


หลังจากแวะชมจุดชมวิวบริเวณสามเหลี่ยมทองคำแล้ว เราก็นั่งรถต่อไปยัง อ.แม่สาย

 


เมื่อถึง อ.แม่สายแล้ว ก็เดินดูของ มีของถูกขายๆ เยอะเลย แต่วันนี้ดูแค่ฝั่งไทยนะครับ ยังไม่ได้ข้ามไปฝั่งพม่า เพราะว่ามันเย็นแล้ว เดี๋ยวมีเวลาไปเดินดูฝั่งพม่าได้ไม่มาก เพราะด่านพรมแดนมีเวลาเปิดปิดครับ … ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มาร์คก็สามารถตกปลาได้ครับ

 


มีบ้านพักใน อ.แม่สาย ที่สร้างอยู่บนเขาแบบนี้ด้วยครับ อยากขึ้นไปดู แต่ไม่รู้จะขึ้นไปยังไง

 


ทางขึ้นไปพระธาตุดอยเวา

 


 


ต้องเดินบันไดขึ้นไปอีก 200 ขั้น

 


ถึงแล้วครับ พระธาตุดอยเวา ตามประวัติกล่าวว่า พระองค์เวาหรือเว้าผู้ครองนครนาคพันธ์โยนก เป็นผู้สร้างเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุองค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ. 364 นับเป็นพระบรมธาตุที่เก่าแก่องค์หนึ่งรองมาจากพระบรมธาตุดอยตุง

 


มองลงไปจากพระธาตุดอยเวา เห็นบ้านเมืองของ อ.แม่สาย และฝั่งท่าขี้เหล็ก พม่า

 


 


 


 


ลงมาจากพระธาตุดอยเวาก็มืดแล้ว .. มื้อเย็นนี้กิน เยนตาโฟ ร้านอร่อยประจำอำเภอ คนมากินเยอะจนโต๊ะเต็มทุกโต๊ะเลย .. ก็อร่อยดีจริงๆ …
ที่แม่สาย มีร้านขายแว่นตาแฟชั่นเยอะมากๆ เลยครับ ราคา 50 บาท … ถูกดีมั้ยครับ ? เห็นแถวบ้านเรา หรือใน MBK เขาขายกัน 199

 


กินเยนตาโฟอิ่มแล้ว ก็เดินดูตลาดกลางคืนกัน มีของมาขายพอสมควร เดินเข้าไปเล่นมันทุกร้านเลยครับ เล่นๆ ๆๆ ทุกอย่างในร้าน แล้วก็ไม่ซื้อของเขาสักอย่าง

 


หลักกิโลเมตรสุดท้ายของถนนพหลโยธินมาสิ้นสุดที่นี่ครับ

 


เมื่อคืนเรานอนที่ อ.แม่สายนี่แหละครับ และนี่เป็นเช้าวันสุดท้ายของการเดินทางแล้ว … ข้ามแดนไปดูทางฝั่งท่าขึ้เหล็กบ้าง นี่เป็นด่านพรมแดนฝั่งไทยครับ

 


ได้ใบผ่านแดนมาแล้วครับ เราจะได้ออกนอกประเทศแล้ว ตื่นเต้นจัง

 


อ.แม่สาย เป็นอำเภอเหนือสุดของประเทศไทย ติดต่อกับท่าขี้เหล็กของพม่า โดยมีแม่น้ำแม่สายเป็นพรมแดน มีสะพานเชื่อมเมืองทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยมีรั้วเหล็กกั้นกึ่งกลางสะพาน แสดงเส้นพรมแดนของแต่ละประเทศ ภายในเขตพรมแดนของแต่ละประเทศมีป้อมยามของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของตน ทั้งชาวไทยและชาวพม่าเดินทางไปมาหาสู่ค้าขายกันได้โดยเสรี สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางไปยังท่าขี้เหล็กของพม่า เพื่อซื้อสินค้าพื้นเมืองและสินค้าราคาถูก

 


หลังจากที่เดินดูของจนทั่วตลาดท่าขี้เหล็ก ก็ทำให้เราทราบว่า ของฝั่งนี้ถูกกว่าฝั่งไทยครับ และก็สามารถต่อราคาของได้มากกว่า 50% ของราคาที่แม่ค้าบอกมาครั้งแรก และนอกจากนี้ยังมีสินค้าที่น่าสนใจอีกอย่างนึงคือ CD เถื่อนครับ MP3 ของไทย และหนังมีเยอะมากครับ แต่เราไม่ควรซื้อนะครับ เพราะเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งนั้น จริงมั้ยครับ ^_^ ?? !! @$#%Y^^$

 


ถ่ายรูปก่อนจะกลับ

 


เราต้องนั่งรถโดยสารประจำทางจาก อ.แม่สาย ไปยัง อ.เมืองเชียงราย เพื่อไปขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ครับ เพราะเราจองตั๋วขากลับไว้แล้ว แต่มันมีเรื่อง งงๆ เกิดขึ้นกับเราอีกแล้วน่ะสิครับ คือ… ปกติคนส่วนใหญ่เขาคงต้องนั่งรถธรรมดาจาก อ.แม่สาย กลับเข้าเมืองเชียงรายกัน ราคา 25 บาท ถ้าเป็นรถแอร์ ก็ 42 บาท … แต่เราอยากลองนั่งรถนครชัยแอร์ครับ ซึ่งมันเป็นรถ VIP วิ่งจาก แม่สาย ไป จ.ระยอง (รถ VIP ของนครชัยแอร์นับว่าเป็นรถทัวร์ที่ดูมีระดับมากที่สุดในประเทศครับ www.nca.co.th) … เราขึ้นรถนี้ ราคาค่าโดยสาร 55 บาท แต่ได้ของกินที่พนักงานเอามาแจกเท่ากับคนที่จ่ายหลายร้อยบาทเพื่อนั่งไประยองเลยครับ แล้วรถก็หรูหราดี เป็นเบาะนวดไฟฟ้าด้วยครับ สั่นไปทั้งตัวเลย ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว ก็มาถึงตัวเมืองเชียงราย แล้วก็นั่งพักกินข้าวกัน จากนั้นก็เดินไปเที่ยววัดพระแก้วครับ

 


วัดพระแก้ว ตั้งอยู่ที่ถนนไตรรัตน์ใจกลางเมืองเชียงราย วัดนี้เองที่ได้ค้นพบพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่าว่าเมื่อปี พ.ศ. 1897 ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนเป็นเจ้าเมืองครองเชียงใหม่นั้น ฟ้าได้ผ่าเจดีย์ร้างองค์หนึ่ง และได้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทองอยู่ภายในเจดีย์ ต่อมารักกะเทาะออกจึงได้พบว่าเป็นพระพุทธรูปสีเขียวที่สร้างด้วยหยก ซึ่งก็คือพระแก้วมรกตนั่นเอง ปัจจุบันวัดพระแก้วเชียงรายเป็นที่ประดิษฐานพระหยก ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในวาระที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุ ครบ 90 พรรษา

 


 


 


เดินชมบ้านชมเมืองในตัวเมืองเชียงรายครับ แต่ว่าต้องคอยหลบรถกระบะสาดน้ำด้วย พวกเราก่ะว่าจะไม่เปียกกันเลย เพราะเดี๋ยวต้องขึ้นรถทัวร์แล้ว

 


วัดพระสิงห์ … วัดนี้นอกจากเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์ และมีรอยพระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลา กว้าง 5 นิ้ว ยาว 2 ฟุต มีอักษรขอมโบราณจารึกว่า “กุศลาธมมา-อกุศลาธมมา” สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราช

 


ไม่รู้คุณลุงจะขี่จักรยานตากฝนไปไหน

 


ไม่ว่าจะฝนตกยังไง แต่สงกรานต์ก็ยังไม่หยุดครับ … เธอเล่นสาดน้ำอยู่บนรถกระบะ … เราไม่ได้แอบถ่ายเธอนะครับ แต่เธอแอบมองกล้องเอง

 


ซื้อโปสการ์ดส่งกลับบ้านครับ

 


แล้วก็เดินมาถึงสถานีขนส่งจังหวัดเชียงราย ฝนตกด้วยครับ ฝนตกวันสงกรานต์เลย

 


พวกเราต้องนั่งรอรถทัวร์ออก 1 ทุ่มครับ พอดีมีร้าน Bakery อยู่แถวนั้น เลยเข้าไปนั่งรอ … สั่งขนมมานิดหน่อยครับ …แล้วก็ขอเจ้าของร้านเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนชุด ถ้าอาบน้ำได้ก็คงอาบไปแล้วครับ …

 


และแล้วก็ต้องถึงเวลาจากเมืองเชียงรายไปแล้ว พวกเราเลือก โชครุ่งทวีทัวร์ครับ เพราะเห็นโฆษณาว่ามีเบาะนวดไฟฟ้า … แต่เราว่ามันก็ไม่ต่างอะไรจากปกติหรอกครับ ไม่ได้ทำให้หายเมื่อยขึ้นมาสักนิดเลย …

 


แต่ของดีอยู่ตรงนี้ครับ เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ 13 เมษา จึงไม่ค่อยมีคนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ รถของเราจึงมีผู้โดยสารทั้งหมดแค่ 9 คนครับ คุณป้าบัสโฮสเตส เลยแจกขนมแถมให้เราจนอิ่มเลย เงาะกระป๋องหวานอร่อยดี … เท่านั้นยังไม่พอ พวกเรายังเอาแผ่นหนัง กับคอนเสิร์ตไปให้คุณลุงพนักงานขับรถเปิดให้ดูบนรถอีกด้วย คุ้มจริงๆ ครับกับรถคันนี้

 

คืนนี้ฝนตกลงมาอย่างหนัก รถต้องวิ่งฝ่าพายุฝนที่ตกลงมา ฝนตกหนักมากจนน้ำท่วมจังหวัดพะเยา รถคันนี้วิ่งเส้น เชียงราย พะเยา แพร่ พิษณุโลก กรุงเทพฯ ครับ … หลังจากที่หนังจบแล้ว พวกเราก็นอนหลับเป็นตายเลย เพราะเที่ยวมาเหนื่อยมาก .. รถจอดแวะที่พิษณุโลก กินก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ 1 ชาม แล้วนอนต่อถึงกรุงเทพฯ 6 โมงเช้าครับ… เรียก Taxi ต่อ .. อาร์มขอนอนพักที่บ้านกรุงเทพฯ ก่อน ส่วนเรากับมาร์ค กลับนครปฐมเลยครับ ถึงบ้าน 8 โมงเช้าพอดี … สวัสดีคุณพ่อคุณแม่ แล้วเดินเข้าห้องนอน…หลับต่อครับ

 

การเดินทางเปิดโลกที่เชียงรายของพวกเราก็เป็นอันจบลงด้วยความประทับ และสนุกสนาน ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เห็นมุมมอง เห็นวิถึชีวิตของผู้คนที่อยู่แสนไกลที่เราไม่เคยเห็น ได้เห็นสถาปัตยกรรมล้านนาที่สวยงาม ได้ฝึกขับรถ 4WD ขึ้นเขา ได้เห็นแม่น้ำโขงที่สวยงาม และได้อะไรอีกมากมายจนจำไม่ได้แล้ว ถ้าไม่ไปเองก็คงไม่รู้หรอกคร้าบบ…

 

ไปเที่ยวคราวหน้า หวังว่าจะมีคนบ้าไปกับเราอีกนะครับ

  • rose

    ชอบมากเลยค่ะ อยากไปเที่ยวเหมือนกันแต่ยังไม่มีโอกาสสักที
    ภาพที่คุณถ่ายมาก็สวย แถมยังบรรยายภาพได้บรรยากาศมากเลย
    ยิ่งทำให้อยากไปมากขึ้น ถ้ามีโอกาสคงได้ไปภูชี้ฟ้าสักที
    ไปแบบผจญภัยแบบนี้คงสนุกไม่น้อยเลยเนอะ

  • oho

    คุณเป็นใคร รูปสวยมากๆ

  • http://womantraveller.hi5.com Annebp

    มีโอกาสเข้ามาเจอ..ใช้ชีวิตการเดินทางได้คุ้มค่า ตามสไตล์ BP ดีนะคะ

    ปล. โดยเฉพาะ ภาพถ่ายงดงาม.

  • ปลาตะเพียน

    ได้แต่อิจฉารู้ไหม

    อิจฉา

    อิจฉา

    อิจฉา

    อิจฉาจังเลยยยยยยยยยยยยยยยย

  • ดอกบัวตอง

    เราเป็นคนเชียงรายยังไม่ได้เที่ยวครบอย่างพวกคุณเลยอิจฉานะเนี่ยแต่เดียวสิ้นปีนี้เราจะไปเที่ยวบ้านเกิดตัวเองให้ครบยังมีอีกหลายที่ที่คุณยังไม่ได้ไปนะจะบอกให้

  • http://- เด็กศิลป์…วิจิต

    เราเป็นคนเชียงรายยังไม่เคยไปเลย ก่ะว่าจะไปธันวานี้คงหนุกน่าดู

  • http://- annie

    ช่างภาพจริงๆ

    นานๆทีจะมีรูปตัวเอง

    แต่ภาพสวยมากค่ะ

  • น๊อต ทีน สเปร์ย

    สวัสดีค่ะหนูชื่อน๊อตและมีน้องชื่อทีนและสเปร์ย

  • http://deleted น๊อต ทีน สเปร์ย น่ารักทุกคน

    สวัสดีค่ะหนูและน้องๆอยากจะไปดอยภูชี้ฟ้าและดอยต่างๆในเชียงใหม่ค่ะแต่หนูกับน้องๆเคยไปดอยสุเทพ สวยมากค่ะขอบคุณค่ะจากคนน่ารักรักและคิดถึงทุกคน

  • แอน

    ถ่ายรูปสวยมากอ่ะ

    บรรยายได้น่าอ่านทีเดียว

    ตอนแรกว่าจะดูรูปภูชี้ฟ้า

    แต่คุนบรรยายได้ดีเลยสนจัยที่จะอ่านจนจบอ่ะ

    วันหลังไปเที่ยวไหนเอารูอมาฝากบ้างน่ะ

    เพราะแอนจะไปภูชี้ฟ้าตอนปีใหม่อ่ะ

    ไม่รู็จะสนุกหรือป่าว

  • โจรใต้

    ได้อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆๆ!! และจะไปกันในเดือน ตุลาคม 2553 นี้ละครับ แต่เส้นทางผมเราจะเริ่มต้น ที่ สงขลา-เชียงใหม่-ปางอุ๋ม – ปาย – แล้วข้ามฟากต่อไปฝั่งเชียงรายที่อ.แม่จัน ไปกินข้าวดอย/หมูย่างอาข่า-ภูชี้ฟ้า-ดอยตุง-แม่สาย*-กลับ สงขลา คุณสนใจจะไปไหมละรับประกันมันส์ครับ

  • http://www.ichiangrai.com เชียงราย

    สุดยอดครับ ภูชี้ฟ้า เชียงราย ขุนเขา ทะเลหมอก เหนือสุดแดนสยาม จนใครหลายๆคนยกให้หนึ่งในทะเลหมอกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย